8 สิ่งของธรรมดาๆ ที่แพงมหาศาลในยุค90 มีสิ่งที่ราคาต่างไป 37,000 เท่า!!

8 สิ่งของธรรมดาๆ ที่แพงมหาศาลในยุค90 มีสิ่งที่ราคาต่างไป 37,000 เท่า!!

8 สิ่งของธรรมดาๆ ที่แพงมหาศาลในยุค90 มีสิ่งที่ราคาต่างไป 37,000 เท่า!!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

8 สิ่งของยุค 90 ที่เคยแพงมหาศาล แต่วันนี้ราคาถูกลงจนน่าตกใจ อันดับ 1 ลดถึง 37,000 เท่า!

ย้อนยุค 90 เปิด 8 เทคโนโลยีที่เคยมีราคาแพงมหาศาล ทั้งทีวีจอแบน โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล และฮาร์ดดิสก์ อันดับ 1 ราคาลดถึง 37,000 เท่า

หากย้อนเวลากลับไปในยุค 90 หรือช่วงปี ค.ศ. 1990-1999 เทคโนโลยีหลายอย่างที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวันถือเป็นสินค้าหรูหราที่มีราคาสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก กล้องดิจิทัล หรือโทรทัศน์จอแบน ซึ่งบางชิ้นมีราคาเทียบเท่ารถยนต์หนึ่งคัน ขณะที่บางเทคโนโลยีต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ความสามารถที่ปัจจุบันมีอยู่ในสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว

ตัวอย่างที่น่าตกใจคือ ในปี 1997 โทรทัศน์จอพลาสมาขนาด 42 นิ้ว มีราคาสูงถึง 14,999 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 แสนบาทหากคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสมมติที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นบางรุ่นมีราคาสูงถึง 1,000 ดอลลาร์ ทั้งที่สามารถใช้งานได้เพียงไม่กี่อย่าง

เว็บไซต์ WorldRankd ได้รวบรวมและจัดอันดับ 8 สิ่งของยุค 90 ที่เคยมีราคาแพงมหาศาล แต่ปัจจุบันราคาลดลงอย่างมาก โดยเปรียบเทียบราคาสมัยก่อนกับราคายุคใหม่ พร้อมปรับมูลค่าเงินในอดีตเพื่อสะท้อนผลของเงินเฟ้อ

ที่น่าสนใจคือ สินค้าที่เคยมีราคาสูงที่สุดกลับไม่ใช่อันดับ 1 เพราะเทคโนโลยีที่ราคาลดลงมากที่สุดเป็นสิ่งที่เราใช้กันทุกวัน แต่หลายคนแทบไม่เคยสังเกตว่ามันมีมูลค่าลดลงมหาศาลเพียงใด

เปิด 8 อันดับสิ่งของยุค 90 ที่เคยแพงมาก แต่ปัจจุบันราคาลดลงมหาศาล

การจัดอันดับของ WorldRankd ใช้ระบบคะแนนรวมจาก 5 ปัจจัย ได้แก่ การลดลงของราคาที่ปรับตามเงินเฟ้อ ความใกล้เคียงกับการเป็นของฟรี ความแพร่หลายในชีวิตประจำวัน ความทรงจำที่ผู้คนมีต่อสินค้า และผลกระทบของเทคโนโลยีต่อการใช้ชีวิต

ดังนั้น อันดับต่อไปนี้ไม่ได้เรียงตามจำนวนเท่าที่ราคาลดลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลการจัดอันดับตามเกณฑ์ของเว็บไซต์ต้นฉบับ โดยตัวเลขราคาปัจจุบันเป็นราคาประมาณการหรือข้อมูลในช่วงปีที่แหล่งอ้างอิงใช้ ไม่ใช่ราคาจำหน่ายที่ยืนยันสำหรับสินค้าทุกรุ่นในปี 2026

อันดับ 8 แผงโซลาร์เซลล์ จากเทคโนโลยีราคาแพง สู่พลังงานทางเลือกที่เข้าถึงง่ายขึ้น

ในยุค 90 แผงโซลาร์เซลล์ยังเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง และไม่ได้แพร่หลายในบ้านเรือนทั่วไปเหมือนปัจจุบัน การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก

WorldRankd ระบุว่า ในปี 1993 แผงโซลาร์เซลล์มีราคาประมาณ 9.46 ดอลลาร์ต่อวัตต์ ก่อนลดลงเหลือประมาณ 0.26 ดอลลาร์ต่อวัตต์ในข้อมูลปี 2024

เมื่อคำนวณการเปลี่ยนแปลงราคาตามวิธีของเว็บไซต์ ซึ่งรวมการปรับมูลค่าเงินแล้ว ต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงประมาณ 79 เท่า ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการลดต้นทุนอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แม้แผงโซลาร์เซลล์จะมีราคาลดลงอย่างชัดเจน แต่กลับอยู่ในอันดับ 8 เพราะในยุค 90 ยังไม่ใช่สินค้าที่คนทั่วไปซื้อใช้ในชีวิตประจำวัน จึงมีคะแนนด้านความทรงจำและความแพร่หลายต่ำกว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น

ทั้งนี้ ราคาที่เปรียบเทียบเป็นต้นทุนของแผงโซลาร์เซลล์ ไม่ได้รวมค่าติดตั้ง อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อื่นของระบบผลิตไฟฟ้าทั้งชุด

อันดับ 7 คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก จากเครื่องละหลายพันดอลลาร์ สู่ของจำเป็นสำหรับเรียนและทำงาน

ปัจจุบันคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเป็นอุปกรณ์ที่นักเรียน นักศึกษา และคนทำงานจำนวนมากมีใช้งาน แต่ย้อนกลับไปในช่วงกลางทศวรรษ 1990 โน้ตบุ๊กยังเป็นสินค้าราคาสูงที่มักพบในกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้ที่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ระหว่างเดินทาง

ตัวอย่างคือ IBM ThinkPad 360PE ที่มีราคาจำหน่ายประมาณ 3,699 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1995 หรือคิดเป็นมูลค่าเงินตามการประเมินของ WorldRankd ราว 7,600 ดอลลาร์ในยุคปัจจุบัน

แม้จะมีราคาแพง แต่ความสามารถในการประมวลผลและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลยังมีข้อจำกัดมากเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ โดย ThinkPad 360PE ถือเป็นอุปกรณ์ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น เพราะมีหน้าจอที่รองรับการสัมผัสและปากกาสไตลัส

เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กระดับใช้งานทั่วไปที่มีราคาประมาณ 500 ดอลลาร์ในยุคใหม่ ราคาที่ปรับตามเงินเฟ้อจึงลดลงราว 15 เท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาโน้ตบุ๊กจะลดลงน้อยกว่าเทคโนโลยีหลายชนิดในรายการ แต่ความสามารถกลับเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งความเร็วในการประมวลผล หน่วยความจำ อายุแบตเตอรี่ และความสะดวกในการพกพา

อันดับ 6 กล้องดิจิทัล จากกล้องราคาแพง สู่ฟังก์ชันพื้นฐานในสมาร์ตโฟน

สำหรับคนที่เติบโตมาในยุค 90 อาจยังจำช่วงเวลาที่กล้องดิจิทัลเริ่มเข้ามาแทนกล้องฟิล์มได้ โดยในระยะแรกกล้องดิจิทัลเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาแพง และคุณภาพภาพถ่ายยังห่างไกลจากกล้องในโทรศัพท์มือถือปัจจุบัน

Apple QuickTake 100 ซึ่งเปิดตัวในปี 1994 เป็นหนึ่งในกล้องดิจิทัลสำหรับผู้บริโภคยุคแรก ๆ มีราคาประมาณ 749 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าเงินที่ปรับตามเงินเฟ้อราว 1,630 ดอลลาร์ตามการประเมินในบทความต้นฉบับ

กล้องรุ่นดังกล่าวสามารถบันทึกภาพดิจิทัลได้โดยไม่ต้องใช้ฟิล์ม แต่ยังมีความละเอียดต่ำและความสามารถจำกัดเมื่อเทียบกับกล้องยุคปัจจุบัน

WorldRankd เปรียบเทียบกับกล้องดิจิทัลระดับพื้นฐานที่มีราคาประมาณ 100 ดอลลาร์ ทำให้ราคาที่ปรับตามเงินเฟ้อลดลงราว 16 เท่า

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการลดลงของราคาคือ ปัจจุบันสมาร์ตโฟนแทบทุกเครื่องมีกล้องถ่ายภาพติดตั้งมาให้ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่จำเป็นต้องซื้อกล้องดิจิทัลแยกอีกต่อไป

อันดับ 5 เครื่องเล่น DVD จากอุปกรณ์หรูในบ้าน สู่เครื่องเล่นราคาประหยัด

ก่อนยุคสตรีมมิงจะได้รับความนิยม การดูภาพยนตร์ที่บ้านมักต้องพึ่งพาวิดีโอเทป VHS และต่อมาจึงเข้าสู่ยุคของแผ่น DVD ซึ่งให้คุณภาพภาพและเสียงดีกว่า พร้อมความสะดวกในการเลือกฉากหรือเปลี่ยนภาษา

เมื่อเครื่องเล่น DVD เริ่มวางจำหน่ายในช่วงปี 1997 ราคาของเครื่องเล่นรุ่นแรก ๆ อยู่ที่ประมาณ 600-1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากสำหรับอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงภายในบ้าน

WorldRankd ใช้ราคาเฉลี่ยประมาณ 800 ดอลลาร์ และประเมินมูลค่าหลังปรับเงินเฟ้อไว้ราว 1,560 ดอลลาร์ ขณะที่เครื่องเล่น DVD รุ่นพื้นฐานในยุคใหม่อาจมีราคาเพียงประมาณ 25 ดอลลาร์

นั่นหมายความว่าราคาลดลงประมาณ 63 เท่า เมื่อคำนวณตามเกณฑ์ของเว็บไซต์ต้นฉบับ

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่เครื่องเล่น DVD ราคาลดลงไม่ได้มาจากการผลิตที่มีต้นทุนต่ำลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อบริการสตรีมมิงเข้ามาแทนที่การซื้อและเช่าแผ่นภาพยนตร์

ปัจจุบันเครื่องเล่น DVD จึงไม่ใช่อุปกรณ์จำเป็นในบ้านเหมือนช่วงปลายยุค 90 และต้นยุค 2000 อีกต่อไป

อันดับ 4 โทรทัศน์จอแบน จากราคาเกือบ 5 แสนบาท สู่ทีวีที่พบได้แทบทุกบ้าน

หากพูดถึงเทคโนโลยีที่มีราคาน่าตกใจที่สุดในรายการนี้ คงต้องยกให้โทรทัศน์จอแบนรุ่นบุกเบิก เพราะในปี 1997 โทรทัศน์พลาสมาขนาด 42 นิ้ว Philips 42PW9962 มีราคาจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 14,999 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีการจำหน่ายผ่านห้าง Sears บางสาขา พร้อมบริการติดตั้ง

หากคิดเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยนสมมติ 33 บาทต่อดอลลาร์ จะเท่ากับประมาณ 495,000 บาท ซึ่งยังไม่ใช่การแปลงเป็นค่าเงินบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนจริงในปี 1997

ความพิเศษของโทรทัศน์รุ่นนี้คือการใช้เทคโนโลยีจอพลาสมา แทนโทรทัศน์จอแก้วแบบ CRT ที่มีขนาดหนาและกินพื้นที่มาก ทำให้สามารถออกแบบโทรทัศน์ที่มีหน้าจอขนาดใหญ่แต่ตัวเครื่องบางลงได้

เมื่อปรับมูลค่าราคาในปี 1997 ตามเงินเฟ้อ WorldRankd ประเมินว่าทีวีเครื่องดังกล่าวจะมีมูลค่าประมาณ 29,300 ดอลลาร์ในยุคปัจจุบัน

ขณะที่โทรทัศน์จอแบนขนาดใกล้เคียงกันในปัจจุบันมีรุ่นราคาประหยัดประมาณ 250 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาที่ปรับตามเงินเฟ้อลดลงราว 117 เท่า

แม้โทรทัศน์จอแบนจะเป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในรายการเมื่อพิจารณาจากราคาเริ่มต้น แต่กลับอยู่ในอันดับ 4 เพราะระบบจัดอันดับยังคำนึงถึงปัจจัยอื่น เช่น ความแพร่หลายและอัตราการลดลงของราคาเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีชนิดอื่น

ทั้งนี้ โทรทัศน์ที่นำมาเปรียบเทียบใช้เทคโนโลยีการแสดงผลคนละประเภท โดยรุ่นเก่าเป็นพลาสมา ส่วนโทรทัศน์ราคาประหยัดปัจจุบันมักเป็น LED หรือ LCD จึงเป็นการเปรียบเทียบราคาของสินค้าในกลุ่มการใช้งานเดียวกัน ไม่ใช่รุ่นหรือเทคโนโลยีเดียวกันโดยตรง

อันดับ 3 เครื่องนำทาง GPS จากราคาหลายพันดอลลาร์ สู่แอปฟรีในโทรศัพท์

ในยุคที่สมาร์ตโฟนยังไม่ถือกำเนิด การเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยมักต้องอาศัยแผนที่กระดาษหรือถามเส้นทางจากคนในพื้นที่ ขณะที่ระบบนำทางด้วยดาวเทียม GPS ถือเป็นเทคโนโลยีทันสมัยและมีราคาสูง

เครื่องนำทาง GPS สำหรับผู้บริโภคยุคแรกบางรุ่นมีราคาประมาณ 2,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าเงินที่ปรับตามเงินเฟ้อประมาณ 5,400 ดอลลาร์ ตามข้อมูลที่ WorldRankd นำมาเปรียบเทียบ

อุปกรณ์เหล่านี้สามารถแสดงตำแหน่งและช่วยนำทางได้ แต่ในยุคแรกยังมีข้อจำกัดทั้งด้านหน้าจอ ความสะดวกในการใช้งาน และข้อมูลแผนที่

เมื่อเทียบกับเครื่องนำทาง GPS แบบแยกชิ้นราคาประหยัดในปัจจุบัน WorldRankd ประเมินว่าราคาลดลงราว 56 เท่า

แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือ การนำทางกลายเป็นฟังก์ชันพื้นฐานของสมาร์ตโฟน ผู้ใช้สามารถเปิดแอปแผนที่เพื่อค้นหาสถานที่ ดูเส้นทาง และรับคำแนะนำแบบเลี้ยวต่อเลี้ยวได้โดยไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์ GPS แยกอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การใช้แอปนำทางไม่ได้ไม่มีต้นทุนทุกกรณี เพราะยังต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับ และบางการใช้งานอาจต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วย

อันดับ 2 โทรศัพท์มือถือ จากเครื่องละ 1,000 ดอลลาร์ สู่เทคโนโลยีที่ทุกคนเข้าถึง

ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สำคัญในชีวิตประจำวัน แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน โทรศัพท์มือถือยังเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยและฐานะทางสังคม เพราะมีราคาสูงและค่าบริการโทรศัพท์ก็มีค่าใช้จ่ายมาก

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Motorola StarTAC โทรศัพท์มือถือแบบฝาพับที่เปิดตัวในปี 1996 ด้วยราคาประมาณ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ

StarTAC เป็นหนึ่งในโทรศัพท์มือถือที่มีรูปทรงกะทัดรัดและโดดเด่นที่สุดในยุคนั้น สามารถพับเก็บได้ และมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับโทรศัพท์รุ่นก่อนหน้า จึงได้รับความนิยมในฐานะสินค้าเทคโนโลยีระดับพรีเมียม

อย่างไรก็ตาม ความสามารถหลักของโทรศัพท์ยุคนั้นยังเน้นการโทรออกและรับสาย แตกต่างจากสมาร์ตโฟนปัจจุบันที่สามารถถ่ายภาพ ดูวิดีโอ ใช้อินเทอร์เน็ต ทำธุรกรรมทางการเงิน และทำงานได้ในเครื่องเดียว

WorldRankd ประเมินว่าราคา 1,000 ดอลลาร์ในปี 1996 มีมูลค่าเทียบเท่าประมาณ 2,010 ดอลลาร์ในยุคปัจจุบัน ขณะที่โทรศัพท์มือถือพื้นฐานบางรุ่นสามารถซื้อได้ในราคาประมาณ 50 ดอลลาร์

นั่นหมายความว่าราคาของโทรศัพท์มือถือระดับพื้นฐานลดลงประมาณ 40 เท่า เมื่อคิดรวมเงินเฟ้อ แม้โทรศัพท์ระดับเรือธงในปัจจุบันจะยังมีราคาสูงมากก็ตาม

เหตุผลที่โทรศัพท์มือถือได้อันดับ 2 ไม่ใช่เพราะราคาลดลงมากที่สุด แต่เป็นเพราะเทคโนโลยีนี้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมหาศาลใช้ในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของโลกไปอย่างสิ้นเชิง

อันดับ 1 พื้นที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ราคาลดลงประมาณ 37,000 เท่า!

สิ่งที่ครองอันดับ 1 ไม่ใช่โทรทัศน์จอแบนราคาแพง ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ และไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หลายคนอยากได้ในยุค 90 แต่กลับเป็น พื้นที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ Computer Storage ซึ่งมีราคาต่อหน่วยลดลงอย่างมหาศาล

WorldRankd ระบุว่า ในปี 1995 พื้นที่เก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ขนาด 1 กิกะไบต์ (GB) มีต้นทุนประมาณ 363 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าเงินที่ปรับตามเงินเฟ้อประมาณ 747 ดอลลาร์

ในยุคนั้น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจำนวนมากมีพื้นที่เก็บข้อมูลเพียงหลักร้อยเมกะไบต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบันถือว่าน้อยมาก เพราะภาพถ่าย วิดีโอ และแอปพลิเคชันสมัยใหม่เพียงไม่กี่รายการก็อาจใช้พื้นที่มากกว่านั้นแล้ว

แต่เมื่อเทคโนโลยีการผลิตฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพัฒนาขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยจึงลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันความจุของอุปกรณ์ก็เพิ่มขึ้นจนสามารถเก็บข้อมูลระดับเทราไบต์ได้ในอุปกรณ์ขนาดเล็ก

บทความต้นฉบับยกตัวอย่างต้นทุนพื้นที่เก็บข้อมูลในยุคใหม่ที่ประมาณ 0.02 ดอลลาร์ต่อ 1 GB หรือ 2 เซนต์ เมื่อเทียบกับราคาในอดีตที่ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว จึงคิดเป็นการลดลงประมาณ 37,000 เท่า

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน ในปี 1995 การซื้อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 เทราไบต์ หรือประมาณ 1,000 GB ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 363 ดอลลาร์ต่อ GB จะต้องใช้เงินประมาณ 363,000 ดอลลาร์สหรัฐ

แต่ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถซื้ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีความจุระดับเทราไบต์ได้ในราคาที่ถูกลงอย่างมาก โดยราคาจริงขึ้นอยู่กับชนิดอุปกรณ์ ความเร็ว ความจุ และยี่ห้อ

การลดลงของต้นทุนพื้นที่เก็บข้อมูลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีจำนวนมากเติบโต ทั้งกล้องดิจิทัล สมาร์ตโฟน บริการคลาวด์ การสตรีมวิดีโอ และระบบคอมพิวเตอร์ที่ต้องจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล

จึงไม่น่าแปลกใจที่ WorldRankd ให้พื้นที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์เป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนนรวม 90 จาก 100 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างโทรศัพท์มือถือ ซึ่งได้ประมาณ 74.3 คะแนน

ตารางสรุป 8 สิ่งของยุค 90 ที่ราคาลดลงอย่างมหาศาล

อันดับ สินค้า / เทคโนโลยี ราคาในยุค 90 ราคาเปรียบเทียบยุคใหม่ ราคาลดลงโดยประมาณ*
1 พื้นที่เก็บข้อมูล 363 ดอลลาร์ต่อ GB (1995) 0.02 ดอลลาร์ต่อ GB 37,000 เท่า
2 โทรศัพท์มือถือ 1,000 ดอลลาร์ (1996) 50 ดอลลาร์ 40 เท่า
3 เครื่องนำทาง GPS 2,900 ดอลลาร์ มีแอปใช้งานฟรีบนมือถือ 56 เท่า เมื่อเทียบกับอุปกรณ์แยก
4 โทรทัศน์จอแบน 14,999 ดอลลาร์ (1997) 250 ดอลลาร์ 117 เท่า
5 เครื่องเล่น DVD ประมาณ 800 ดอลลาร์ (1997) 25 ดอลลาร์ 63 เท่า
6 กล้องดิจิทัล 749 ดอลลาร์ (1994) 100 ดอลลาร์ หรือใช้กล้องในมือถือ 16 เท่า เมื่อเทียบกล้องแยก
7 คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 3,699 ดอลลาร์ (1995) 500 ดอลลาร์ 15 เท่า
8 แผงโซลาร์เซลล์ 9.46 ดอลลาร์ต่อวัตต์ (1993) 0.26 ดอลลาร์ต่อวัตต์ (ข้อมูลปี 2024) 79 เท่า

*ตัวเลขจำนวนเท่าที่ราคาลดลงเป็นการประเมินจาก WorldRankd โดยใช้ราคาอดีตที่ปรับตามเงินเฟ้อ และเปรียบเทียบกับสินค้าใกล้เคียงหรือฟังก์ชันการใช้งานในยุคใหม่ ราคาจริงแตกต่างกันตามรุ่น แบรนด์ ประเทศ และช่วงเวลา จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบสินค้าเดียวกันทุกกรณี

นอกจากนี้ อันดับในตารางเป็นคะแนนรวมของ WorldRankd ไม่ใช่การเรียงลำดับจากจำนวนเท่าที่ราคาลดลงโดยตรง จึงอาจพบว่าสินค้าที่ราคาลดลงมากกว่าอยู่ในอันดับต่ำกว่าสินค้าประเภทอื่น

ทำไมเทคโนโลยีในยุค 90 ถึงแพงกว่าปัจจุบันมาก?

สาเหตุสำคัญที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุค 90 มีราคาสูงคือ เทคโนโลยีหลายประเภทเพิ่งเริ่มเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค กระบวนการผลิตยังมีข้อจำกัด และต้นทุนการวิจัยและพัฒนาต่อสินค้าหนึ่งชิ้นยังค่อนข้างสูง

ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าหลายชนิดยังผลิตในจำนวนไม่มาก ทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถลดต้นทุนจากการผลิตจำนวนมากได้เท่ากับปัจจุบัน ขณะที่ผู้บริโภคยุคแรกมักต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับการได้ใช้นวัตกรรมใหม่ก่อนคนอื่น

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนา การแข่งขันเพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตขยายตัว ต้นทุนต่อหน่วยจึงลดลง ขณะเดียวกันสินค้าบางประเภทยังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอื่น เช่น กล้องดิจิทัลและเครื่องนำทาง GPS ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาร์ตโฟน

อย่างไรก็ตาม การที่สินค้าเทคโนโลยีบางประเภทมีราคาลดลง ไม่ได้หมายความว่าค่าครองชีพหรือราคาสินค้าทุกชนิดจะถูกลงตามไปด้วย เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีต้นทุนและปัจจัยกำหนดราคาแตกต่างกัน

สรุป 8 สิ่งของยุค 90 ที่เคยแพง วันนี้ราคาลดลงจนแทบไม่น่าเชื่อ

การจัดอันดับของ WorldRankd สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีจำนวนมากที่เคยมีราคาแพงในยุค 90 ได้กลายเป็นสิ่งธรรมดาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิทัล เครื่องเล่น DVD ไปจนถึงโทรทัศน์จอแบน

แม้โทรทัศน์จอพลาสมาที่มีราคา 14,999 ดอลลาร์ในปี 1997 จะเป็นสินค้าที่มีราคาสูงที่สุดในรายการ แต่เทคโนโลยีที่ราคาลดลงมากที่สุดกลับเป็นพื้นที่เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้นทุนต่อ GB ลดลงประมาณ 37,000 เท่าตามการคำนวณของเว็บไซต์ต้นฉบับ

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนเพียงราคาสินค้า แต่ยังเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตของผู้คน จากยุคที่ต้องซื้อกล้อง เครื่องนำทาง และโทรศัพท์แยกกัน กลายเป็นยุคที่อุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง

และสำหรับคนที่เคยเติบโตมากับยุค 90 รายการนี้อาจทำให้ย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่การได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพียงชิ้นเดียว ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและต้องเก็บเงินกันอยู่นานเลยทีเดียว

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. WorldRankd - 8 Everyday Things That Cost a Fortune in the 90s
  2. Our World in Data - Solar Photovoltaic Panel Prices
  3. Our World in Data - Historical Cost of Computer Memory and Storage
  4. U.S. Bureau of Labor Statistics - CPI Inflation Calculator
  5. Ooma - Cell Phone Cost Comparison Timeline
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล